
💬 ทางเลือกเรียนต่อหลังจบปริญญาตรีนั้นสามารถต่อยอดได้หลายแบบเลยค่ะ หนึ่งในช้อยส์ยอดนิยมของทั้งเด็กไทยและต่างชาติคือการเรียนต่อปริญญาโทนั่นเอง เพราะนอกจากจะเพิ่มความเชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ แล้ว ยังช่วยต่อยอดหน้าที่การงานอีกด้วยค่ะ
💥 ประเทศมาแรงช่วงนี้หนีไม่พ้นประเทศอย่างอังกฤษและอเมริกา เพราะทั้งคู่เป็นต้นแบบการศึกษาที่มีคุณภาพ แต่ทั้งสองประเทศก็มีจุดแตกต่างกันอยู่พอสมควร แต่ไม่ต้องห่วง! เพราะพี่ GoUni สรุปมาให้แล้ว มาดูกันว่ามีอะไรที่เราควรรู้ก่อนตัดสินใจมาเรียนบ้าง
📌 เรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ vs อเมริกา ต่างกันยังไงบ้าง?
1. ระยะเวลาในการเรียน
อังกฤษ : ระยะเวลาเรียนปริญญาโทของที่อังกฤษส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 1 ปีเท่านั้นค่ะ โดยหลักสูตรจะมีความเข้มข้นและเจาะลึกตามสาขาที่เราเลือกเลย
➡️ อังกฤษจึงเป็นทางเลือกที่พี่ GoUni แนะนำสำหรับน้องที่อยากจบไวๆ
อเมริกา : หลักสูตรปริญญาโทส่วนใหญ่ของที่นี่จะเรียน 2 ปี ค่ะ โดยในปีแรกจะเป็นการเรียนปรับพื้นฐาน และจะได้เลือก major ที่เราสนใจในปีที่สอง
➡️ เหมาะกับน้องๆ ที่ยังไม่แน่ใจว่าชอบอะไร และอยากเก็บประสบการณ์การเรียน
2. ค่าใช้จ่าย
อังกฤษ : ที่อังกฤษค่าใช้จ่ายในการเรียนปริญญาโทจะอยู่ที่ราวๆ 1.5-2 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับคณะ มหาลัย และเมืองที่เลือกเรียนด้วยค่ะ
✴️ เนื่องจากที่อังกฤษ หลักสูตรปริญญาโทส่วนใหญ่เลยจะเรียนแค่ 1 ปี อีกทั้งหลายมหาวิทยาลัยก็มีทุนการศึกษาส่วนลดค่าเรียนให้ ทำให้เป็นทางเลือกยอดฮิตเลยค่ะสำหรับน้องๆ ที่อยากเซฟงบค่ะ ✨
อเมริกา : ที่อเมริกาค่าใช้จ่ายจะการเรียนปริญญาโทอยู่ที่ 1.8-2.5 ล้านต่อปี เฉลี่ยรวมทั้งหลักสูตร (2 ปี) จะอยู่ที่ราวๆ 3.5-5 ล้านบาทค่ะ ขึ้นอยู่กับคณะที่เลือกเรียน มหาลัย และเมืองที่ต้องการไปเรียนเช่นกันค่ะ
** ค่าใช้จ่ายข้างต้นยังไม่รวมกับค่าอื่นๆ เช่น ค่าทำวีซ่า ประกันสุขภาพ ตั๋วเครื่องบิน พี่ GoUni ทำโพสต์สรุปรวมไว้ให้แล้ว คลิกลิงก์ข้างล่างได้เลยย 👇
🔗 เรียนต่อ ป.โท ต่างประเทศใช้เงินเท่าไหร่? GoUni สรุปมาให้ 3 ประเทศ! ทั้งอังกฤษ ออสเตรเลีย อเมริกา
3. รูปแบบการเรียน
รูปแบบการเรียนของทั้งสองที่ค่อนข้างจะแตกต่างกันค่ะ โดยที่อังกฤษจะเน้นการเรียนแบบ independent study คือการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ควบคู่ไปกับการเรียน lecture และการทำธีสิส (Thesis)
ส่วนที่อเมริกาจะเน้นการทำ course work, group project, การทดลอง และเน้นให้น้องๆ มีส่วนร่วมในห้องเรียนมากกว่าค่ะ
4. คะแนนภาษาในการยื่นเรียน
UK : ส่วนใหญ่จะใช้คะแนน IELTS / TOEFL และผลการเรียน (Transcript) ปริญญาตรีในการยื่นสมัครเรียนควบคู่กันค่ะ
USA : ส่วนใหญ่จะใช้คะแนน GRE / GMAT เป็นคะแนนสอบมาตรฐานสำหรับสมัครเรียน ป.โท ในมหาวิทยาลัยในอเมริกา ควบคู่กับผลการเรียนปริญญาตรีเช่นเดียวกับที่อังกฤษเลยค่ะ
โดยคะแนน GRE จะใช้ยื่นในสาขาทั่วไป เช่น
- Engineering
- Computer Science
- Economics
- Psychology
และ GMAT ใช้ยื่นในสายธุรกิจ เช่น
- MBA
- Finance
- Business
5. วีซ่าและการทำงานหลังเรียนจบ

อังกฤษ : สามารถทำงานต่อได้อีก 18 เดือน หลังเรียนจบโดยสมัคร Graduate Visa
อเมริกา : ทำงานต่อได้อีก 1 ปีหลังเรียนจบโดยใช้ OPT (Optional Practical Training) แต่ถ้าเรียนจบด้าน STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematics) สามารถขอขยายเวลาเพิ่มได้เป็น3 ปี
——————————————-
จะเห็นได้ว่าทั้งสองประเทศมีความแตกต่างกันที่ค่อนข้างชัดเจน น้องๆ ที่อยากเรียนจบเร็ว ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก และเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อังกฤษอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะ แต่ถ้าอยากได้ประสบการณ์การเรียนที่หากหลายและโอกาสฝึกงานระยะยาว USA ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ ✨
🙋🏻♀️ ใครที่กำลังมองหาประเทศในการไปเรียนต่อปริญญาโท แต่ยังลังเลเลือกไม่ถูก ทักมาหาพี่ๆ GoUni ได้เลย พร้อมช่วยให้คำแนะนำทุกขั้นตอนจนถึงมหาลัยในฝันเลยฮับ 💙
สนใจอยากเรียนต่อ ป.ตรี อังกฤษ สามารถสอบถามพี่ๆ GoUni ได้เลย
